ปกป้องผิวหนังจากแสงแดด หรือแสง UV

ปัจจุบันคนเราต้องเผชิญกับแสงแดดรอบด้านเป็นประจำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผิวพรรณเป็นส่วนที่บอบบาง และต้องดูแลเป็นพิเศษเพราะหากปล่อยให้ผิวพรรณเผชิญ ทั้งสายลมและแสงแดด ความหมองคล้ำจะเข้ามาเยือนผิวพรรณอย่างแน่นอน ศัตรูของผิวมีหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นต้องใส่ใจและดูแลผิวอย่างต่อเนื่องเพราะคุณอาจ ไม่รู้ว่าแสงแดดคือศัตรูร้ายที่คอยจ้องทำลายผิวกายใสๆของคุณให้หมองคล้ำอยู่ทุกขณะ แสงแดดคือศัตรูตัวฉกาจที่น่าหวากกลัวและเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวพรรณเกิด ริ้วรอย ความแห้งกร้าน ความหมองคล้ำ รอยเหี่ยวย่นก่อนวัย

แสงแดดนั้นสำคัญอย่างไร

แสงแดดประกอบไปด้วยรังสีและแสงหลายชนิด ที่เรารู้จักดีก็คือแสงสว่าง ที่ประกอบไปด้วย คลื่นแสงสีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง นอกจากนี้ยังมีคลื่นแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอีกได้แก่ รังสีคอสมิค รังสีเอกซ์แสงอัลตราไวโอเลต คลื่นความร้อนอินฟราเรด และคลื่นวิทยุ แสงแดดมีผลต่อร่างกายมนุษย์ได้หลายๆอย่าง ทั้งประโยชน์และโทษ ส่วนที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ ทำให้มีแสงสว่างให้มองเห็นได้ ทำให้พืชมีการสังเคราะห์แสงให้เกิดพลังงาน ต่างๆ และมีการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต ทำให้มีความอบอุ่น ฆ่าเชื้อโรค และยังนำมารักษาโรคได้ สำหรับโทษของแสงแดด ต่อร่างกายมักเกี่ยวข้องกับแสงอัลตราไวโอเลต (แสง UV) สำหรับแสงสวง่างและคลื่นอินฟราเรดในแสงแดดมักไม่มีผลต่อร่างกาย ยกเว้นในกรณีที่ได้รับคลื่นดังกล่าว ในขนาดสูงกว่าปกติ เช่น ในเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น เมื่อผิวหนังโดนแสงแดด หรือแสง UV ก็ทำให้มีผลต่อผิวหนังดังนี้คือ

  1. ผลที่เกิดขึ้นได้ภายในระยะสั้นๆ ได้แก่ ผิวหนังไหม้จากแสงแดด ผิวหนังมีสีคล้ำลง เนื่องจากมีการกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ผิวหนัง
  2. เมื่อโดนแสงแดดซ้ำๆ ระยะยาว ก็จะทำให้ผิวหนังเสื่อม หรือทำให้ผิวหนังแก่เร็ว เช่นทำให้เกิดริ้วรอยย่น เกิดรอยฝ้า และตกกระ เป็นต้น
  3. มีความเสี่ยงทำให้เกิดเนื้องอกผิวหนังและมะเร็งผิวหนัง
  4. ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบภูมิต้านทาน
  5. ทำให้เกิดต้อเนื้อ และต้อกระจกที่ตา
  6. บางคนเกิดโรคแพ้แสงแดด เช่น โรคลูปัส หรือโรคแพ้แสงแดดที่เป็นพันธุกรรม เป็นต้นมะเร็งผิวหนัง

Tip: การเลือกครีมกันแดด
สารป้องกันแดด ออกฤทธิ์ได้หลายวิธี ได้แก่

  1. สามารถดูดซับแสงหรือหรือกรองแสง UV ไว้ในผิวหนังกำพร้าโดยเฉพาะชั้นขี้ไคลที่อยู่บนสุดของผิวหนัง ไม่ให้แสงผ่านเข้าไปในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้
  2. ทำให้แสงแดดกระจัดกระจายไม่เป็นแนวเดียวกัน
  3. สารกันแดดชนิดเคลือบผิวสามารถสะท้อนแสงออกไป
  4. สามารถทำลายอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ที่เกิดขึ้นในผิวหนังเมื่อโดนแสงแดด

สารกันแดดส่วนใหญ่ที่เลือกใช้มักเป็น ชนิดทาในรูปแบบต่างๆ เช่น ครีม โลชั่น เจล ที่ใช้บ่อยในบ้านเรามักอยู่ในรูปแบบของครีม สารเคมีในกันแดดที่ใช้มีคุณสมบัติเด่นแตกต่างกัน ประสิทธิภาพ ของครีมกันแดดในการป้องกัน UVB สามารถดูได้จากค่า SPF สำหรับค่า SPF มากกว่า 15 ก็ถือว่าสามารถป้องกัน UVB ได้ ระดับสูง และถ้าสูงมากกว่า 30 ก็จัดอยู่ในกลุ่มที่สูงที่สุด เนื่องจากความสามารถในการป้องกัน UVB จะไม่แตกต่างกันมากตามค่าของ SPF เช่น ค่า SPF-15 สามารถป้องกัน UVB ได้ >93%, SPF-30 ได้ 96.7% และ SPF -40 ได้ 97.5% เป็นต้น

ประสิทธิภาพในการป้องกันแสง UVA ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนต่างจากค่า SPF สำหรับ UVB แต่อาจตรวจดูจากการเปลี่ยนแปลงของสีผิว หรือตรวจจากกการกดภูมิต้านทานหลังจากได้รับแสง UVA ส่วนใหญ่แจ้งว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันแสง UVA เป็น +,++,+++ เป็นต้น

ข้อแนะนำในการป้องกันแสงแดด

โดยสมาคมแพทย์ผิวหนังและมะเร็งผิวหนังในอเมริกา แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 15 และทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 15-30 นาที และแนะนำให้ทาบ่อยๆ ทุกๆ 2 ชั่วโมง หรือทุกครั้งที่โดนน้ำ ไม่ออกแดดในช่วงในช่วงแสงแดดแรงโดยเฉพาะช่วง 10-14 น. และเส้อผ้า หมวก ร่มก็สามารถช่วยป้องกันแสงแดดได้บ้าง สำหรับการใช้ครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 30 อาจมีประโยชน์น้อยถ้าสามารถ ทำตามข้อแนะนำข้างต้นได้ คือ ต้องทาครีมหนาพอควรและบ่อยครั้ง รวมทั้งครีมกันแดดอย่างมีประสิทธิภาพสูง ก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้มากกว่า เนื่องจากต้องมีความเข้มข้นของสารเคมี มากขึ้น ทำให้ระคายเคืองผิวและเกิดการแพ้ได้ นอกจากนี้ส่วนผสมอย่างอื่นในครีมกันแดด เช่น กลิ่น สารกันบูด ส่วนของน้ำมัน สารต้านอนุมูลอิสระ ตัวทำลาย ก็สามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน เช่น อาจทำให้เกิดสิว ระเคืองหรือแพ้ได้

ขอขอบคุณ : นพ.สิริ เชี่ยวชาญวิทย์ ,หน่วยสาระสนเทศมะเร็งโรงพยาบาลสงขลานครินทร์

ใส่ความเห็น